ความรู้ทั่วไป 

สมองเสื่อม ภัยร้ายของผู้สูงวัย

01:12, 2006-Jul-5  ..  Link

สมองเสื่อม ภัยร้ายของผู้สูงวัย

สุจิต เมืองสุข รายงาน



ปี 2550 ที่จะถึงนี้ นับเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีของการค้นพบผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โรคที่พบบ่อยว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อม ซึ่งในประเทศแถบตะวันตกพบว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมสูงถึงร้อยละ 50-60

พ.ญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ อายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยว่า ภาวะสมองเสื่อม เป็นเพียงการทำงานของสมองที่เสื่อมลง จนเกิดผลกระทบต่อระบบการรับรู้ต่างๆ อาการที่พบคือ สูญเสียความทรงจำ มีปัญหาเรื่องความคิด การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ เช่น หงุดหงิดง่าย เฉื่อยชา หรือเฉยเมย เป็นต้น ซึ่งภาวะสมองเสื่อมจะค่อยๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขการวิจัยในต่างประเทศพบว่า จะมีผู้ป่วยสมองเสื่อมจำนวน 1% ในคนที่มีอายุเกิน 60 ปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุก 5 ปี ดังนั้น เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสเสี่ยงของการเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภาวะสมองเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากการขาดสารอาหาร การติดเชื้อในสมอง ปัญหาหลอดเลือดในสมอง การแปรปรวนของระบบเมตาบอลิก การได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองและเป็นโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น

แต่ในคนที่อายุไม่ถึง 60 ปี อาจมีลักษณะอาการที่เรียกกันว่า ขี้ลืม จำไม่ได้ นึกไม่ออก ลักษณะเช่นนี้ไม่ถือว่าอยู่ในภาวะสมองเสื่อม แต่เป็นเพราะประสิทธิภาพการทำงานของสมองจะลดลงไปจากเดิมบ้าง ความคิดอาจช้าลง การเรียนรู้สิ่งใหม่จะช้าลง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ในภาวะสมองเสื่อม ไม่มีโอกาสเรียกความจำนั้นกลับมาได้ มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ



ปัจจุบันยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ระยะเวลาของการป่วยที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ระหว่าง 3-20 ปีโดยประมาณ

เซลล์ประสาทส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ ความคิดจะเสื่อมลงหรือตายไปก่อน และเซลล์ประสาทในส่วนอื่นๆ ก็จะค่อยๆ เสื่อมลงและตายไป สุดท้ายผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องพึ่งพาการดูแลจากผู้ดูแลทั้งหมด ทั้งนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจ การติดเชื้อในกระแสเลือดหรืออุบัติเหตุ

อาการทั่วไปที่พบในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งจะพบความบกพร่องในด้านต่างๆ 3 ด้าน ได้แก่

1.ความบกพร่องด้านความจำ ความคิดและการใช้เหตุผล เช่น หลงลืมสิ่งของที่ใช้ประจำ นึกคำหรือประโยคที่จะพูดไม่ออก สับสนเรื่องวันเวลาและสถานที่ จำบุคคลที่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยไม่ได้ เป็นต้น

2.ความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว หวาดระแวง ซึมเศร้าหรือเฉยเมย ในบางรายอาจมีการหลงผิดหรือเห็นภาพหลอน เป็นต้น

ล่างมุมขวา-พ.ญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน

เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ อายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี



3.ความบกพร่องในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านได้อย่างเหมาะสม ทั้งที่เคยทำเป็นประจำในอดีต ไม่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย หรือไม่สามารถทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกได้เหมือนเดิม เป็นต้น

พ.ญ.สิรินทร ยังเผยด้วยว่า การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ จะดูจากประวัติการลืมและความผิดปกติอื่นๆ ตามอาการเบื้องต้น ซึ่งหากอาการชัดเจนก็ให้การวินิจฉัยได้เลยว่าเป็น แต่ถ้าอาการแรกเริ่มอาจต้องติดตามดูอาการของผู้ป่วยไปสักระยะหนึ่ง โดยร่วมกับการตรวจเอกซเรย์พิเศษ ดูการใช้ออกซิเจนและการใช้พลังงานของสมอง ซึ่งหากตรวจพบว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์จะไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถให้ยาช่วย เพื่อชะลอการสูญเสียความจำของผู้ป่วยให้ช้าลง เพื่อให้เขาสามารถดูแลตนเองและทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้นานขึ้น แต่ไม่สามารถเรียกความจำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือคนที่อยู่ร่วมกับผู้ป่วย เพราะญาติจะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ป่วย

ดังนั้น เมื่อพบว่าคนใกล้ชิดเริ่มแสดงอาการในลักษณะข้างต้น สิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและให้การรักษาที่เหมาะสม หากพามาพบแพทย์ช้า อาจทำให้สมองเสื่อมไปเรื่อยๆ จนควบคุมไม่ได้

วิธีการรักษา ทำได้โดยการให้ยารับประทานกับผู้ป่วย เป็นยาที่ต้านการทำลายสารสื่อประสาท และยากระตุ้นสารสื่อประสาท เนื่องจากในสารสื่อประสาทในสมองของคนเรามีหลายตัว และทั้งสองตัวไม่ใช่สารสื่อประสาทชนิดเดียวกัน โดยยาต้านการทำลายสารสื่อประสาท จะให้ในผู้ป่วยที่เป็นระยะเริ่มแรกถึงระยะกลาง ส่วนยากระตุ้นสารสื่อประสาทอีกชนิดนั้น จะให้สำหรับผู้ป่วยที่สมองเสื่อมระยะกลางถึงขั้นรุนแรง

ยาสำหรับผู้ป่วยจะมีราคาไม่สูงนัก ค่าใช้จ่ายอยู่ในอัตราเกือบ 200 บาทต่อวันเท่านั้น

การป้องกันที่ดีที่สุด คือการรักษาความดันโลหิตให้ปกติ อย่าให้มีไขมันในเลือดสูง ออกกำลังสมอง ไม่เครียด และเข้าร่วมสังคมหรือเข้าร่วมกลุ่ม ประการหลังจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ไม่เสื่อมสภาพเร็ว

ฉะนั้น ภาวะสมองเสื่อมยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การดูแลผู้ป่ววยให้อยู่กับโรคอย่างมีศักดิ์ศรีและความปลอดภัย ญาติมีทัศนคติที่ดีเข้าใจเรื่องโรค สามารถประเมินผู้ป่วยเบื้องต้นและให้การดูแลอย่างถูกต้องตามระยะการดำเนินไปของโรค

สิ่งสำคัญสำหรับบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุด คือควรเข้าใจถึงอาการที่ผู้ป่วยเป็น ไม่ควรโกรธผู้ป่วยและปรับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกายให้เหมาะสม เพื่อให้ชีวิตของผู้ป่วยดำเนินไปได้อย่างปกติสุขที่สุด




{ Last Page }   { Page 62 of 90 }   { Next Page }

About Me

Home
My Profile
Archives
Friends
My Photo Album

Links


Categories

trourist
entertainment

Recent Entries

""คลิปมายากล Cyril""
""คลิปมายากล Cyril""
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการสตาร์ทเครื่องยนต์และการขับขี่
ความแตกต่าง
อยากให้เข้ามาอ่านกันเพื่อคนที่ท่านรัก

Friends